Press Releases

Close

Press Releases

หัวเรือใหญ่ของการอนุรักษ์ปากน้ำปราณ

หัวเรือใหญ่ของการอนุรักษ์ปากน้ำปราณ

 หัวเรือใหญ่ของการอนุรักษ์ปากน้ำปราณ

เรื่องของลุงเจือ แคใหญ่ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงปากน้ำปราณ

ถึงไม่ใช่บ้านเกิด แต่ลุงเจือก็ผูกพันกับปากน้ำปราณไม่แพ้ใคร

“ผมเป็นชาวประมงมาตั้งแต่จบ ป. 4 ออกจากโรงเรียนก็มาทำประมง แรกๆ ผมทำปลาทู พอมามีครอบครัวที่ปากน้ำปราณ ตอนนั้นกุ้ง หอย ปู ปลา อุดมสมบูรณ์มาก   แต่ทีนี้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือการประมงที่พัฒนาขึ้น ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป โลกร้อนอะไรต่างๆ พอเห็นสัตว์ทะเลมันลดลงก็ใจหาย ต้องทำอะไรสักอย่าง”

นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจ จนปลุกปั้นธนาคารปูให้กลายเป็นต้นแบบโมเดลอนุรักษ์ในปัจจุบัน นอกจากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในพื้นที่ การประสานเชื่อมโยงความร่วมมือจากหลายฝ่าย สิ่งสำคัญที่ลุงเจือมี คือความเอาจริงเอาจังและผลักดันให้ทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้า

เพราะลุงเจือเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ทำ คือประโยชน์ที่จะคืนกลับสู่ท้องทะเล

งานยากคือเอาชนะใจคนในชุมชน     

ตอนที่ยังเป็นรองประธานกลุ่มเกษตรทำประมงฯ ลุงเจือได้ความรู้จากประมงจังหวัดเรื่องธนาคารปูที่เริ่มเกิดขึ้นในชุมพร และสนใจว่าหากลองอนุบาลให้ปูจากแม่ปูไข่นอกกระดองได้ ก็จะเพิ่มปริมาณประชากรปูในปากน้ำปราณให้กลับมา เพราะในแม่ปูหนึ่งตัว มีไข่เป็นแสนๆ ใบ ต่อให้รอดเป็นลูกปูเพียง 10% ก็ยังเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าจะปล่อยให้มันตายไปเฉยๆ หรือนำไปขาย และหลังจากไปศึกษาดูงานอยู่หลายที่ และมีหลายหน่วยงานคอยสนับสนุน ลุงเจือก็เริ่มเอาจริง

แต่งานที่ยาก คือชวนให้ชาวประมงทั้งชุมชนเอาด้วย!

ลุงเจือบอกว่ากว่าจะทำความเข้าใจกับชุมชนได้ นอกจากการชี้แจงอย่างจริงจังและจริงใจ ก็คือการสัญญาว่าจะทำให้เห็น

“ผมชี้แจงกับคนในชุมชนตลอดว่าที่เราทำแบบนี้เพราะอะไร จะได้ผลหรือไม่ได้ผล เดี๋ยวเราจะทำการสำรวจอีกทีหนึ่งเพื่อคนปากน้ำปราณนะ ทำเพื่อลูกหลานในอนาคตของเรานะ ทุกคนก็รู้เห็นใช่ไหมว่าสัตว์น้ำมันลดน้อยลง โดยเฉพาะปูม้า มันเหมือนจะหายไปจากปากน้ำปราณ เราทำธนาคารปูม้า สร้างซั้งให้ปลาอาศัย เพาะพันธุ์แหล่งอาหาร เป็นแหล่งหลบภัยให้เขา แรกๆ บางคนก็คิดว่ามันเกะกะเวลาหาปลาบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ได้ผล เพราะผมลงไปสำรวจด้วยตัวเอง เห็นแล้วผมปลื้มเลย ปลาเล็กปลาน้อยมันเยอะไปหมด ว่ายวนอยู่ที่ซั้ง

   “หรืออย่างเมื่อก่อนก็มีหลายหน่วยงานมา ทางวิชาการก็มี เขาถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ปล่อยปูไปจะรอด ผมก็บอกว่าผมนับลูกปูไม่ได้หรอก แต่ปูที่ชาวประมงจับมาขายเป็นตัวชี้วัดได้ จากที่เมื่อก่อนจับได้น้อย ตอนนี้จับได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า”

  ดูแลสิ่งแวดล้อม คืองานอันดับหนึ่ง

“อันดับหนึ่งที่ต้องจัดการคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี สัตว์น้ำจะอยู่ไม่ได้” คือคำของลุงเจือ

กลุ่มเกษตรกรทำประมงปากน้ำปราณ จึงมีมติร่วมกันในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการทำธนาคารปูม้า ไม่ว่าจะเป็นการหยุดจับปูทุกวันพระ แล้วมาช่วยกันเก็บขยะในทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะมรสุมที่พัดเข้ามา ชักชวนชาวประมงนำขยะที่ติดไปตอนออกทะเลกลับมาทิ้งที่ฝั่ง และทำโครงการรับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วเพื่อให้ ชาวประมงไม่ถ่ายน้ำมันทิ้งลงทะเล

   “วันพระแค่วันเดียวก็เพิ่มโอกาสให้ลูกปูเกิดได้ ถ้ามีปูที่กำลังจะเกิดลูกสักร้อยแม่ ปูเหล่านั้นจะไม่ต้องถูกจับมา” ลุงเจือบอกเล่าง่ายๆ ถึงหลักการที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง

  เป็นทั้งนักอนุรักษ์และนักเรียน

“ชาวประมงเราส่วนมากจะมีแต่ประสบการณ์ เป็นนักล่า แต่พอมาเริ่มทำงานอนุรักษ์ ก็มีมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา มาส่งเสริม สนับสนุน และมีอาจารย์ด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี มาช่วย เก็บข้อมูลแต่ละเดือน พอถึงปีก็จะทำเป็นกราฟมาให้ เราได้รู้เลยว่าเดือนนี้ปูมาก เดือนนั้นปูน้อย ช่วงนั้นพายุ

   “คือพอได้ทำธนาคารปู ก็ได้ความรู้เยอะ ได้เรียนรู้พฤติกรรมของปูม้าเขาเป็นสัตว์ดุร้าย มัดก้ามแค่ 3 วัน ถ้าไม่ได้ปลากินเขาก็จะกินกันเองได้เลย หรือพอได้มาสังเกต เราก็ได้รู้ว่าพอปูม้าลอกคราบ จากตัวเล็กแค่ 9 เซ็น ก็เพิ่มขึ้นมา 2 เซ็น เป็น 11 เซ็นได้เลย พอรู้อย่างนั้น เราก็บอกชาวประมงได้ว่า เวลาได้จับได้ปูตัวเล็กไม่ต้องเอาขึ้นมาหรอก รอให้เขาลอกคราบก่อน ได้น้ำหนัก ได้ราคาดีกว่าด้วย

ดีกว่าจับตัวเล็กๆ แล้วเขายังไม่มีโอกาสได้ออกลูก” ลุงเจือเล่าว่านำความรู้นั้นไปปรับใช้กับงานอนุรักษ์และสื่อสารกับชาวประมงเพื่อนบ้านอย่างไร

“พอมาเป็นประธานกลุ่ม ประชุมที่ไหนผมไปหมด เพราะว่าผมต้องการความรู้ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม กรมประมง กรมเจ้าท่า เราต้องไปศึกษาหาความรู้มาเพื่อทำให้ได้ถูกต้องตามกฎหมายที่เขากำหนดมา บางครั้งก็ต้องเสียสละ เพราะว่าเราเป็นผู้นำแล้ว ออกเรือครั้งหนึ่ง ได้กัน 4,000-5,000 บาท บางวันเป็นหมื่น แต่เราก็ต้องไป ไปเพื่อหาความรู้ ถือว่าคนที่เขามาให้ความรู้เรา เขาเรียนมาหลายปีกว่าจะจบด็อกเตอร์ แต่เราไป 2 วันเราได้ทั้งหลักสูตร เงินก็ไม่เสีย กินฟรี นอนฟรี ได้ความรู้กลับบ้านก็มาส่งต่อให้คนอื่นได้เรียนรู้กัน” ลุงเจือเล่ายิ้มๆ แต่บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจังของผู้นำคนนี้

  ความภูมิใจของลุงเจือ

ลุงเจือบอกว่างานนี้สมความตั้งใจและความทุ่มเท

   ทั้งการทดลอง ไม่หยุดเรียนรู้ ระดมชาวบ้านให้เอาด้วยกับงานอนุรักษ์ ประสานงานกับหน่วยงานรัฐในการหาข้อตกลงในการทำกินร่วมกับประมงนอกพื้นที่ ล้วนแต่เป็นงานยาก แต่เมื่อกลุ่มฯ ได้กลายเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ

   “ภูมิใจครับ สมความตั้งใจ ที่เราจริงใจแล้วก็จริงจัง ถ้าทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ”