โครงการสนับสนุนผู้ปลูกข้าวสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอําเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง (เริ่มปี 2563 )
เป้าหมายโครงการ
การดําเนินโครงการมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน โดยมูลนิธิฯ สนับสนุนความรู้ การยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สู่ระดับสากล และสนับสนุนเครื่องมือเพิ่มศักยภาพในการแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ประกอบการอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ดี และการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

หลักเกณฑ์การสนับสนุน
1. กลุ่มเกษตรกรต้องมี “ความต้องการ” ในการขอรับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับบริบทและเป้าหมายของกลุ่ม
2. กลุ่มเกษตรกรต้องเห็น “โอกาส” ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และสามารถต่อยอดการสนับสนุนได้
3. กลุ่มเกษตรกรต้องมี “ศักยภาพ” ในการบริหารจัดการทุนโครงการ อาทิ การบริหารงบประมาณ การบริหารบุคลากร และการขับเคลื่อนโครงการไปสู่เป้าหมาย
4. กลุ่มเกษตรกรต้องได้รับ “การติดตามและประเมินผล” การดำเนินโครงการ เพื่อประเมินผลและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป
5. กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนโครงการต้องมีเป้าหมายไปสู่ “ความยั่งยืน” หรือ การพึ่งพาตนเองได้
ความสำคัญของโครงการ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง เป็นกลุ่มที่มีเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ปัจจุบันได้ทำเกษตรอินทรีย์มานานกว่า 5 ปี มีระบบควบคุมภายในกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย Organic Thailand โดยการยกระดับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน นับเป็นโมเดลที่สำคัญอันจะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลต่อการรักษา ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และเกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

โครงการสนับสนุนผู้ปลูกข้าวสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอําเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
การดำเนินโครงการ
2.1 สนับสนุนให้เกิดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล (IFOAM)
สร้างความรู้ความเข้าใจ เตรียมความพร้อมการขอรับรองมาตรฐานฯ ให้กับกลุ่มเกษตรกร ในการยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และเพิ่มโอกาสทางการตลาด โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 53 ราย พื้นที่ผลิตรวมทั้งสิ้น 346.10 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 9 ตำบล 3 อำเภอ ดังนี้
1) ตำบลเวียงตาล อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
2) ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
3) ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
4) ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
5) ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลําปาง
6) ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมืองลําปาง จังหวัดลําปาง
7) ตำบลชมพู อำเภอเมืองลําปาง จังหวัดลําปาง
8) ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
9) ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง
2.2 สนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจเกษตรอินทรีย์
ผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร เพื่อตกลงซื้อขายข้าวเปลือกอินทรีย์ ในรูปแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) โดยในปี 2562 - 2563 มีการซื้อขายข้าวเปลือกอินทรีย์พันธุ์หอมมะลิ 105 หอมมะลิแดง และมะลินิลสุรินทร์ จำนวนทั้งสิ้น 65 ตัน

2.3 จัดทำแผนสนับสนุนทุนเพื่อยกระดับสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ปี 2564
ในปี 2563 ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ความพร้อมและศักยภาพการแปรรูปข้าวอินทรีย์และผงผิวข้าวสีเข้ม เพื่อเตรียมแผนสนับสนุนการยกระดับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในปี 2564

แบ่งปันประสบการณ์


Q : จุดเริ่มต้นในการทำเกษตรอินทรีย์
A : อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์ การทำนาเป็นสิ่งที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเรา ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำต่อ ผมเกษียณอายุราชการมา ตั้งใจทำนาอินทรีย์ปลูกข้าวให้ชาวบ้านดูว่าการไม่ใช้สารเคมี สามารถได้ผลผลิตที่สร้างกำไรได้เหมือนกัน ที่สำคัญในปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพมักเกิดจากโรคภัยที่มาเบียดเบียนเรา จึงสนใจหันกลับมาทำอินทรีย์ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อสุขภาพตัวเองและคนใกล้ตัว สร้างความสุขจากการได้กินข้าวที่ปลอดภัยไร้สารเคมี
Q : แนวคิดขายข้าวเป็นกรัม..เราทำได้ หมายความว่าอย่างไร
A : แนวคิดนี้ เริ่มต้นจากที่เราได้เจอพันธมิตรที่ดี นำความรู้ที่เขามีมาเสริมให้กลุ่ม จนเกิดไอเดีย เห็นช่องทางและลงมือทำ เราเริ่มได้เรียนรู้ ทดลอง จนกลายมาเป็น “ผงผิวข้าวสีเข้ม ที่มีสารแอนโทไซยานิน” เป็นความภาคภูมิใจของกลุ่มที่นอกเหนือจากการขายข้าวเปลือกหรือข้าวสาร และเราก็ยังสามารถผลิตผงผิวข้าวขายได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้กับกลุ่ม
Q : ปัจจุบันมีเป้าหมายและแผนการดําเนินงานอย่างไร
A : แผนที่เราวางไว้คือ การยกระดับพัฒนาศักยภาพของกลุ่มให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อเป็นโอกาสในการเปิดตลาดที่หลากหลาย เราได้รับการสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาต่อยอดทั้งในเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์ องค์ความรู้ ตลอดจนการสนับสนุนในการขอรับรองมาตรฐานไอฟอม (IFOAM) จากมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลที่สูงกว่าที่กลุ่มมี ณ ปัจจุบัน ถ้าหากผ่านการรับรอง เราก็คาดว่าจะมีช่องทางและการตลาดที่ดีขึ้น ที่สำคัญเราคาดหวังว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน และเป็นผู้ผลิตข้าวที่มีคุณภาพของจังหวัดลําปาง
Q : ฝากข้อความถึงมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา
A : ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ที่เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ และได้มาส่งเสริม สนับสนุนทำให้โครงการรุดหน้า และมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น แนวทางในการทำงานของมูลนิธิฯ ทำให้ชุมชนเกิดองค์ความรู้ สร้างรายได้ เกิดการทำงานเป็นทีมและเป็นระบบ ขอให้ท่านดำเนินงานดีๆ แบบนี้สู่สังคมต่อไป ขอบคุณครับ
การดำเนินโครงการ ปี 64
1. พัฒนาระบบการการจัดการระบบควบคุมภายใน (Internal Control System: ICS)
ดำเนินการพัฒนาระบบการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ให้เกิดความเข้มแข็ง ได้แก่ ให้ความรู้และจัดทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภายใน รับสมัครและขึ้นทะเบียนเกษตรกร ประเมินความเสี่ยง การตรวจฟาร์มภายใน การรับรองฟาร์มภายใน การประเมินผลผลิต การรับซื้อและการจำหน่าย การบันทึกเอกสาร และสามารถขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลในรูปแบบกลุ่มต่อไป

2. สนับสนุนการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล (International Federation of Agriculture Movements: IFOAM)
ดำเนินการมอบเงินสนับสนุน จำนวน 67,410 บาท ในการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล (International Federation of Agriculture Movements : IFOAM) ขอบข่ายการผลิตพืชอินทรีย์ จากการตรวจรับรองโดยสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) โดยในปี 2564 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร ได้รับการรับรองสถานะให้อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน 12 เดือน และมีเป้าหมายให้ได้รับการรับรองในสถานะอินทรีย์ ภายในปี 2566

3. สนับสนุนทุนเพื่อยกระดับสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ปี 2564
ในปี 2564 สนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงสีข้าวให้มีประสิทธิภาพในการแปรรูปข้าวสารให้ได้คุณภาพ รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์แปรรูปผงผิวข้าวจ้าวอินทรีย์สีเข้ม จำนวนทั้งสิ้น 182,556 บาท ดังนี้
| ลำดับ | รายการสนับสนุน | จำนวน |
| เครื่องมือและอุปกรณ์แปรรูปผงผิวข้าวจ้าวอินทรีย์สีเข้ม |
|
| 1 | เครื่องอบลมร้อนทรงสี่เหลี่ยม 32 ชั้น
| 1 เครื่อง |
| 2 | เครื่องร่อนรำพร้อมตะแกรง 80 เมท | 1 เครื่อง |
| 3 | เครื่องซีลสุญญากาศ | 1 เครื่อง |
| 4 | กล่องสแตนเลสสำหรับแพ็คข้าวสาร ขนาด 1 กิโลกรัม | 2 ใบ |
| 5 | เครื่องกวนสารยี่ห้อ ยาซูม่า ขนาด 24 นิ้ว | 1 เครื่อง |
| 6 | หม้อสแตนเลส | 2 ใบ |
| 7 | ถาดสแตนเลส | 20 อัน |
| 8 | ถาดซิลิโคน | 20 อัน |
| 9 | ค่าตรวจวัดความชื้นในผงผิวข้าวจ้าวอินทรีย์สีเข้ม | 5 ครั้ง |
| 10 | ค่าวิเคราะห์ Anthocyanin ในผงผิวข้าวจ้าวอินทรีย์สีเข้ม | 5 ครั้ง |
| เครื่องมือและอุปกรณ์โรงสีข้าวอินทรีย์ |
|
| 1 | สายพานกะเทาะตักข้าวขนาด 24x35 ฟุต | 2 ชุด |
| 2 | ตะแกรงร่อนข้าว 2x3 ฟุต | 4 แผ่น |
| 3 | ลูกยางขัดข้าว | 3 อัน |
| 4 | หม้อแปลงไฟฟ้า ขนาด 25 แอมป์ | 1 ชุด |
| 5 | สายไฟฟ้าสีดำ | 160 เมตร |
| 6 | เสาไฟฟ้าแรงต่ำ | 2 ต้น |
| 7 | เครื่องวัดความชื้น KETT รุ่น PM-450 (4502) | 1 เครื่อง |
ในขณะเดียวกันได้ดำเนินการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตร โดยได้มีการจัดทำบันทึกซื้อขายข้าวเปลือกอินทรีย์ล่วงหน้า จำนวน 50 ตัน รวมเป็นเงิน 1,050,000 บาท และทำบันทึกซื้อขายผงผิวข้าวจ้าวอินทรีย์สีเข้มล่วงหน้า จำนวน 100 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 250,000 บาท


ชาวนาเป็นอาชีพที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน แต่คุณภาพชีวิตและผลตอบแทนจากการทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน กลับไม่สูงนัก บางคนประสบปัญหาหนี้สินจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น บ้างประสบปัญหาสุขภาพจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในแปลง สุดท้ายหลายคนจึงเลือกที่จะหาอาชีพใหม่ที่มีรายได้มากกว่า
นันทวัตร์ ไชยมงคล ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้าง อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง กลับสวนกระแสที่ว่าเลือกเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดแล้วหันกลับมาเริ่มต้นเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยมีแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในวัยเยาว์ที่เคยวิ่งเล่นในพื้นที่คันนาใกล้บ้าน เด็ดผัก หากุ้ง หอย ปู ปลา ในท้องนาตามธรรมชาติได้อย่างไม่ขาดแคลน
หลังลองผิดลองถูกมานับสิบปี เขาและเกษตรกรหัวใจอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอห้างฉัตร จึงร่วมมือกันก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้าง อำเภอห้างฉัตร เพื่อปลูกข้าวอินทรีย์ให้มีมาตรฐานโดยเริ่มต้นด้วยมาตรฐานในประเทศอย่าง Organic Thailand นอกจากจะเป็นผู้ผลิต วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ ยังผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการ จับมือกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ในการพัฒนาคุณภาพการเพาะปลูกสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM และมูลนิธิฯ ยังได้เชื่อมโยงกับ บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ในการทำตลาดซื้อขายข้าวเปลือกล่วงหน้าในราคาเป็นธรรม รวมทั้งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการแปรรูปสินค้า พัฒนาผงผิวข้าวเจ้าอินทรีย์สีเข้มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อให้เกษตรกรไทยอยู่ได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

นอกจากจัดการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม อะไรทำให้ชาวนาต้องปรับตัวมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย
ตลาดไม่ต้องการข้าวเปลือก ตลาดต้องการข้าวสารหรือผลิตภัณฑ์ที่เขากินได้ พื้นที่ทำนาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างอำเภอห้างฉัตรมีแค่ 300 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 150 ตัน ปริมาณข้าวมันน้อยไปที่จะทำสัญญาส่งออก เพราะฉะนั้นการที่เราเปลี่ยนจากการเป็นผู้ประกอบการข้าวสารมาเป็นผู้แปรรูปสารสกัดแอนโทไซยานิน เปลี่ยนแอนโทไซยานินให้เป็นผลิตภัณฑ์ หันมาขายข้าวเป็นกรัมแทนที่จะขายเป็นตัน การเพิ่มมูลค่าข้าวแบบนี้จะทำให้เราอยู่รอด
จุดเริ่มต้นของการเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการ ‘ขายข้าวเป็นกรัม’ เกิดขึ้นได้อย่างไร
หลักการทำงานที่สำคัญของเรา คือเราพยายามหาภาคีที่มีศักยภาพมาสนับสนุนแนวคิดของเราให้เติบโตได้ แนวคิดขายข้าวเป็นกรัมเกิดขึ้นตอนผมได้พบกับทีมงานจากบริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ในงานสัมมนาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นั่น รศ.ดร.สุกัญญา มหาธีรานนท์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และทีมงานได้ทำการทดสอบสารต้านอนุมูลอิสระในข้าวสีหลากหลายชนิด จนจุดประกายเรื่องสารสกัดในข้าวสีเข้ม
วันนั้นผมเห็นว่านี่คือทางออกของการเพิ่มมูลค่าข้าว แต่ไม่รู้จะสกัดสารสกัดในข้าวได้อย่างไร เลยไปปรึกษา ดร.สุกัญญา ซึ่งต่อมาท่านได้เป็นพี่เลี้ยงทางด้านวิชาการและได้ทำงานร่วมกัน เราของบประมาณจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาวิจัยแห่งชาติ มาทำห้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสกัดสารสกัดจากข้าว จน ณ เวลานี้เราสามารถขายข้าวเป็นกรัมจากสารสกัดแอนโทไซยานินได้เป็นรายแรก
การทำนาเกษตรอินทรีย์และแปรรูปสินค้าจากสารสกัดข้าวสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ อย่างไรบ้าง
ชีวิตของสมาชิกเปลี่ยนไปเยอะมาก อย่างแรกคือเรื่องสุขภาพของผู้ปลูกข้าว ถัดมาคือเขายังได้ทำนาแบบมีความสุข ได้ขายข้าวในราคาที่เขาพอใจ และแทนที่จะขายแค่ข้าวเปลือก เขาสามารถสีข้าวเปลือกเพื่อนำข้าวสารไปขาย และเอารำข้าวจากการสีมาสกัดเป็นสารแอนโทไซยานิน ซึ่งทำเงินได้มากกว่าข้าวสารอีก เหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต แม้ตอนนี้รายได้จะยังไม่ได้มากมายจนกระทั่งสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่มันมากกว่าที่เขาเคยทำได้แน่นอน
นอกจากนี้ วิถีการทำเกษตรก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ชาวนาไม่เคยตรวจแปลงนาตัวเอง ซื้ออะไรมาใส่แปลงเกษตร โดยที่ไม่ปรึกษาคณะกรรมการต่างๆ เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว ผู้ผลิตจะต้องทำตาม ICS และบันทึกลงในเอกสารอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ชาวนาหลายคนยังไม่ถึงขั้นชำนาญการในการดำเนินงานตามระบบควบคุมภายใน แต่ในอนาคตก็จะคล่องมากขึ้นจนสามารถพูดนำเสนอได้ และชาวนาเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงให้ชาวนารุ่นต่อไปในการดำเนินงานตาม ICS ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาวนาใกล้เคียงซึ่งยังทำเกษตรเคมีที่เริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อการทำเกษตรอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ มากขึ้น พวกเขาเห็นความแตกต่างว่าราคาซื้อขายข้าวเปลือกอินทรีย์อยู่ที่ 21 บาท ในขณะที่ข้าวเปลือกเคมีราคา 8-9 บาท ทั้งที่การทำนาในระบบเคมีมีต้นทุนที่สูงกว่าจากการใช้ปุ๋ยเคมี แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพยังไม่เกิดขึ้น แต่เขาเริ่มเห็นด้วยกับแนวทางข้าวอินทรีย์ของกลุ่ม
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ มองอนาคตการขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร
เราอยากเอาวิธีการ ความรู้ ไปขับเคลื่อนต่อเพื่อให้ผู้ปลูกข้าวไทยอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี ภูมิใจในวิชาชีพชาวนา ให้เกษตรกรรู้จักการเพิ่มมูลค่าผลผลิต แทนที่จะเพิ่มปริมาณผลผลิต
ทุกวันนี้ทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาบีบเกษตรกรไทย โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าวให้ขายที่นา แล้วมาสร้างรีสอร์ตแทน ชาวนาก็ผันตัวมาเป็นลูกจ้างรีสอร์ต ผมตั้งคำถามว่าทำไมคุณไม่เปลี่ยนที่นาให้เป็นทองคำ ความรู้การทำนาอินทรีย์ที่ผมมีอยู่ มีเพื่อจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้มันเป็นที่ทำกินของลูกหลานในอนาคต ผมต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ชาวนาให้เป็นวิชาชีพชาวนาชั้นสูงให้ได้เหมือนกับชาวนาญี่ปุ่น ชาวนาไทยต้องพูดเรื่องแอนโทไซยานิน สารสกัดจากข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีความชำนาญการในอาชีพ
ชีวิตของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวทิพย์ช้างฯ เปลี่ยนแปลงเยอะมาก อย่างแรกคือเรื่องสุขภาพของผู้ปลูกข้าว ถัดมาคือเขายังได้ทำนาแบบมีความสุข