โครงการ

Close

การศึกษา

โครงการให้ความรู้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาเกษตรกร สู่ผู้ประกอบการทางสังคม

โครงการให้ความรู้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาเกษตรกร สู่ผู้ประกอบการทางสังคม

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์


     อีสานเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวและมีผลผลิตมากที่สุดในประเทศไทย แต่เกษตรกรก็ยังพบเจอปัญหาหนี้สิน ผลผลิตไม่ได้ราคา และขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ไม่ดีเท่าที่ควร

     มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ใกล้ชิดกับปัญหาของผู้คนโดยรอบพื้นที่ และมีพันธกิจในการผลิตบัณฑิตและสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ทั้งยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน จึงมีเป้าหมายในการยกระดับเกษตรกรและสร้างบัณฑิตที่ตอบโจทย์กับบริบทในพื้นที่เพื่อลดปัญหาดังกล่าว

     ด้วยความตั้งใจเดียวกันนี้ มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา จึงจับมือกับสาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเกษตรกรรม และสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยให้นักศึกษาได้ความรู้ทฤษฎีด้านเกษตรกรรมอย่างเข้มข้นควบคู่กับการลงพื้นที่ปฏิบัติ ใน 2 รายวิชา คือ วิชาการพัฒนาเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการทางสังคม และวิชาเกษตรฟาร์มเชิงพาณิชย์สำหรับนักพัฒนา ด้วยเชื่อว่านักศึกษาจะได้เรียนรู้จากโจทย์ชีวิตจริง เตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังมีหลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการทางสังคมสำหรับเกษตรกรโดยเฉพาะ เน้นให้คำแนะนำ สนับสนุน และติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งกระบวนการ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรที่เข้าร่วมหลักสูตรเกิดทักษะ มีองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงการยกระดับไปสู่ผู้ประกอบการที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

โครงการให้ความรู้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาเกษตรกร สู่ผู้ประกอบการทางสังคม

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์


     “ผมว่าเป็นเกษตรกรมันสนุกดีนะครับ ไม่หยุดกับที่ ทำให้เราได้เรียนรู้ กระตือรือร้นอยู่ตลอด” แม้จะเติบโตในครอบครัวชาวนาหลายชั่วอายุคน และจบการศึกษาระดับ ปวส. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ แต่กว่าที่ลุงแวว-แววจักร ปักโคทานัง จะได้เรียกตัวเองว่าเป็น ‘เกษตรกร’ ก็เมื่ออายุ 56 ปีเข้าไปแล้ว

     ลุงแววเล่าว่า หลังเรียนจบ เขาได้ทำงานในแวดวงเกษตรกรรมปศุสัตว์อยู่เกือบ 10 ปี ก่อนจะย้ายสายงานไปต่างถิ่น และวนกลับมาประจำที่โรงงานกระเป๋าในบ้านเกิด ซึ่งที่นี่เอง เขาได้ใช้วันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์มาจับจอบรื้อฟื้นความรู้เกษตรกรรมที่มีแต่เดิม และเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตัวเองในพื้นที่บ้านและฟาร์มขนาด 5 ไร่ 3 งาน

     ในฟาร์มวันหยุดของลุงแววมีทั้งมะนาวไร้เมล็ด ไผ่เลี้ยงหวาน อ้อย พืชผักสวนครัวและไม้ผลหลากหลายที่พอกินอิ่มในครัวเรือนและแบ่งขายได้บ้าง จนเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์โควิด- 19 ที่โรงงานปิดตัวลง ทำให้ลุงแววต้องหันมาทำอาชีพเกษตรกรเต็มตัว และด้วยความรักในการเรียนรู้ เกษตรกรมือใหม่แต่หัวใจแกร่งคนนี้ จึงสมัครเข้าร่วมอบรมโครงการยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการทางสังคม ของสาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่มูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา สนับสนุน ด้วยเหตุผลสำคัญ คือการพยายามหาหนทางสู่การพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

ในขณะที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่อยากให้ลูกหลานเป็นเกษตรกรเพราะเหนื่อยยาก ทำไมถึงยังเลือกอาชีพนี้ ?
     ผมถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทำนาสมัยก่อนมันสนุก ปู ปลา หน้าน้ำนี่เยอะมาก อุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยาก เหมือนเรามีอาหารอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องพึ่งตลาด ผมจึงชอบชีวิตเกษตรกร พ่อกับแม่ก็ไม่เคยบอกว่าอย่ามาทำเกษตร มีแต่บอกว่าให้มาทำเกษตร (หัวเราะ)

ก่อนหน้านี้ “สวนเกษตรลุงแวว” ได้รับเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีหน่วยงานและผู้คนให้ความสนใจอยู่พอสมควร เพราะเหตุใดจึงยังเลือกเข้าร่วมโครงการยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการทางสังคม กับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ?
     มีอาจารย์หลายๆ ท่านที่พาเด็กเข้ามาศึกษาดูงานที่สวน แกก็พูดมาว่าสนใจโครงการนี้ไหม ผมได้ฟังอาจารย์พูด ก็ตัดสินใจไปสมัครเลยแต่ลึกๆ ก็ไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะพาเราไปได้แค่ไหน เพราะโครงการที่เคยไปร่วมมาก่อนหน้า ค่อนข้างที่จะไม่ต่อเนื่องทำตามงบประมาณ แต่โครงการนี้ดีมากเป็นบันได 3 ขั้น ขั้นละปี ปีแรกให้องค์ความรู้ ไม่ว่าเกษตรกรอยากรู้เรื่องอะไร อาจารย์จัดมาให้เลย หาผู้รู้เข้ามาเติมเสริมในเรื่องที่เกษตรกรต้องการ ลงพื้นที่ให้เห็นของจริง ปีที่ 2 เป็นปีที่ให้ทุนเกษตรกรเพื่อพัฒนาแปลง และปีที่ 3 ก็จะเข้าสู่ผู้ประกอบการ พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ของ มรภ.บุรีรัมย์ และมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา

ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ในครั้งนี้เป็นอย่างไร ?
     เปลี่ยนแปลงไปมาก ผมได้ความรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จนสามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ 100%

บันไดขั้นถัดไปที่จะก้าวต่อคืออะไร?
     แม้จะเดินมาถึงแล้วแต่ยังไปไม่สุด ผมต้องการทำสวนให้เป็นศูนย์เรียนรู้ฯ ตอนนี้ได้เป็นแล้ว แต่ผมยังอยากขยับขึ้นมาอีกนิดปกติคนมาดูงานส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานราชการและนักศึกษา มรภ.บุรีรัมย์ แผนต่อไปของผมก็คือทำเป็นศูนย์เรียนรู้ที่จะรับบุคคลภายนอกเข้ามาดูงานได้ ผมคิดและพยายามขยายออกไป ไม่หยุดนิ่งเพราะผมมีลูกสาวเป็นเด็กหัวสมัยใหม่ ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็คิดว่าจะทำยังไงให้ลูกได้เห็นความก้าวหน้าให้เขาอยากกลับมาทำเกษตร มาช่วยเรื่องการตลาดกลับมาอยู่บ้านด้วยกัน